บทที่ 8  PDF File
เครื่องกลึง

วัตถุประสงค์
เมื่อนักศึกษาได้ศึกษาบทนี้จบ นักศึกษาจะมีความรู้เกี่ยวกับ

      เครื่องกลึง (Lathe) เป็นเครื่องจักรกลที่ทำงานโดยการจับยึดชิ้นงานให้แน่นและหมุนขณะที่ทำการตัดเฉือน ชิ้นงานที่ถูกตัดเฉือนด้วยมีดกลึงซึ่งจะเคลื่อนที่ไปตามความยาวของชิ้นงานชิ้นงานจะถูกตัดเฉือนออกเป็นรูปทรงกระบอกเรียกการกลึงชนิดนี้ว่า การกลึงปอกผิว หรือมีดกลึงเคลื่อนที่ตัดเฉือนชิ้นงานตามแนวขวาง เรียกการกลึงชนิดนี้ว่า การกลึงปาดหน้า นอกจากจะทำงานได้ในรูทรงกระบอกแล้วยังสามารถ
ขึ้นรูปทรงต่างๆบนชิ้นงานได้ โดยอาศัยอุปกรณ์พิเศษต่างๆ ร่วมกับระบบขับเคลื่อนของเครื่อง เช่น การเจาะซึ่งต้องอาศัยสว่าน การพิมพ์ลาย การกลึงเกลียว โดยต้องให้ความเร็วในการตัดเฉือนสัมพันธ์กับการทำงาน


รูปที่ 8.1 เครื่องกลึงยันศูนย์ (CENTER LATHE)

ส่วนต่างๆ ของเครื่องกลึง
เครื่องกลึงจะแบ่งส่วนใหญ่ออกไปได้ 5 ส่วนใหญ่ๆ ที่สำคัญ ได้แก่
1. สะพานแท่นเครื่อง (BEN)
2. หัวแท่น (HEAD STOCK)
3. ระบบป้อน (FEED MECHANIISM)
4. ชุดท้ายแท่น (TAIL STOCK)
5. ชุดแท่นเลื่อน (CARRIAGE)


รูปที่ 8.2 ส่วนต่างๆ ของเครื่องกลึง

1. สะพานแท่นเครื่อง (BEN) ทำมาจากเหล็กหล่อแข็ง ทำหน้าที่เป็นฐานรองรับชุดแท่นเลื่อนและชุดท้ายแท่นให้เลื่อนไป – มาบนสันตัววี ซึ่งจะมีครีบยึดให้ความแข็งแรง บางปริษัทจะผลิตออกมาเป็นสันแบนเรียบ

รูปที่ 8.3 ชนิดของสะพานแท่นเครื่องของเครื่องกลึง

2. ชุดหัวแท่น (HEAD STOCK) จัดเป็นชุดที่มีระบบกลไกต่างๆ ทำให้เกิดการขับเคลื่อน บางครั้งจะเรียกว่า ระบบส่งกำลัง ซึ่งทำให้งานเกิดการหมุนและสัมพันธ์กับการเคลื่อนที่ของชุดแท่นเลื่อนในขณะทำงาน
ส่วนประกอบที่สำคัญๆ ได้แก่
1. ระบบเฟืองขับ (FEED DRIVE MECHANISM)
2. คันโยกเปลี่ยนทิศทางการป้อน (FEED DIRECTION LEVEL)
3. คันปรับความเร็ว (SPINDLE SPEED SELECTER)
4. คลัตช์ (CLUCTH)
5. เพลางาน (LATHE SPINDLE)
6. สวิตช์มอเตอร์ (MOTOR SWITCHES)
7. สวิตช์เครื่องทำงาน (POWER ISOLATING SWICTH)
8. ระบบเฟืองป้อน (FEED GEAR BOX)
9. ระบบเฟืองขับในหัวเครื่อง (DRIVER GEAR HEADSTOCK)


รูปที่ 8.4 ชุดหัวเครื่อง

3. ระบบป้อน (FEED MECHANISM) เป็นชุดเกี่ยวกับระบบส่งกำลังทำงาน ประกอบไปด้วย
1. ชุดเฟืองป้อน (FEED GEAR)
2. ชุดเฟืองขับ (DRIVER GEAR)
3. เพลาป้อน (FEED SHAFT)
4. เพลานำ (LEAD SCREW)


รูปที่ 8.5 ระบบ

     ชุดเฟืองขับจะส่งกำลังขับไปให้กับเพลางาน ในขณะเดียวกันก็จะส่งกำลังขับไปยังเพลานำและเพลาป้อนให้ทำงานไปพร้อมๆกันได้ตามความต้องการในการทำงาน โดยตั้งค่าต่างๆ ตามตารางที่ติดไว้กับเครื่อง เช่น อัตราป้อน ทิศทางการทำการตัดเฉือน ความเร็วรอบในขั้นต่างๆ การเดินตัดเฉือนด้วยระบบอัตโนมัติ เพื่อให้การทำงานตัดเฉือนได้อย่างสม่ำเสมอ

4. ชุดท้ายแท่น (TAIL STOCK) ชุดท้ายแท่นสามารถเลื่อนไป – มาบนสะพานเลื่อนได้ ทำหน้าที่ประคองชิ้นงาน หรือเจาะคว้านงาน โดยอาศัยเครื่องมือประกอบช่วยชุดท้ายแท่น ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้
1. มือหมุน (HEAD WHEEL)
2. คันโยกล็อค (BODY CLAMP)
3. คันล็อคเพลา (SPINDLE CLAMP)
4. เพลาท้ายแท่น (SPINDLE)
5. รูเพลาเอียง (TAPERED BORE)
6. ตัวแท่น (BODY)


รูปที่ 8.6 ชุดท้ายแท่น

     ชุดท้ายแท่นสามารถเลื่อนไป – มาบนสะพานเครื่อง เมื่อขยับให้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการแล้วปรับแขนโยกให้ไปในทิศทางท้ายแท่นจะทำให้ชุดท้ายแท่นถูกยึดอยู่กับที่ การหมุนปรับเพลาท้ายแท่นจะทำให้เกิดการเคลื่อนที่ออกได้ด้วยการหมุนของมือหมุน และสามารถปรับล็อคให้อยู่กับที่ได้โดยการดันคันล็อค ในกรณีที่หมุนปรับเข้า จะต้องหมุนมือหมุนกลับ

5. ชุดแท่นเลื่อน (CARRIAGE) เป็นชุดที่ใช้สำหรับจับยึดพวกเครื่องมือตัด (TOOL) ให้เลื่อนไปทำงานในทิศทางที่ต้องการ การเคลื่อนที่ของชุดแท่นเลื่อน (CARRIAGE) จะเลื่อนไปได้ 2 ทิศทางโดยการหมุนของมือหมุน ในกรณีที่หมุนตามเข็มนาฬิกาชุดแท่นเลื่อนจะเลื่อนไปทางท้ายแท่น ในกรณีที่หมุนทวนเข็มนาฬิกาชุดแท่นเลื่อนจะเลื่อนเข้าหาแท่นเครื่อง (HEAD STOCK)

รูปที่ 8.7 หมุนชุดแท่นเลื่อนไปทางชุดท้ายแท่น
รูปที่ 8.8 หมุนชุดแท่นเลื่อนไปทางหัวเครื่อง

ชุดแท่นเลื่อนจะประกอบไปด้วยส่วนใหญ่ ๆ 2 ส่วน
1. กล่องเฟือง (APRON) จะประกอบด้วยส่วนที่สำคัญดังนี้
- มือหมุน (TRAVERSING HAND WHEEL)
- ป้อนอัตโนมัติ (FEED SELECTOR)
- ปรับหมุนเปลี่ยนทิศทางของเพลางาน (FEED LEVER)
- คันโยกกลึงเกลียว (LEAD SCREW ENGAGMENT LEVER)
FEED SHAFT LEVER เป็นตัวบังคับเพลางานให้ตัดได้ 2 ทิศทาง
LEAD SCREW LEVER เป็นตัวบังคับในการเดินตัดเกลียว สามารถเดินตัดเกลียวได้ทั้งเกลียวซ้ายและเกลียวขวา
2. แคร่คร่อม (SADDLE) จะเป็นชุดที่ใช้จับยึดคมตัด (TOOL) ประกอบด้วย
- ป้อมมีด (TOOL POST)
- แท่นเลื่อนบน (TOP SLIDE)
- แท่นเลื่อนขวาง (CROSS SLIDE)
- แท่นปรับมุม (COMPOUND REST)
- ตัวล็อค (SADDLE LOCK)

รูปที่ 8.9 ชุดกล่องเฟือง
รูปที่ 8.10 ชุดแคร่คร่อม

อุปกรณ์จับชิ้นงาน
1. หัวจับงาน ที่ใช้กันปรกติจะเป็นชนิด 3 ฟันจับ หมุนเข้าจับงานพร้อมๆกันทั้ง 3 ฟัน และคลายออกพร้อมๆกันเช่นกัน ร่องทางเดินของฟันจับจะต้องสะอาดอยู่เสมอ อย่าให้มีเศษหรือผงโลหะเข้าไปอยู่ จะทำให้การเคลื่อนเข้าหรือคลายออกเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ จะทำให้การจับงานไม่ได้ศูนย์ และการหมุนฟันจับเข้าจับงาน จะใช้ประแจขัน และยังมีหัวจับอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้คือ หัวจับแบบฟันอิสระ เหมาะสำหรับจับงานกลม งานที่ไม่เรียบ งานเหลี่ยมหรือหลายเหลี่ยมก็ได้ หรือจะเป็นรูปทรงอื่นๆ ที่ใช้การกดจับแบบสี่จุด แล้วสามารถจับชิ้นงานได้แน่นพอที่จะทำการตัดเฉือนได้ หัวจับแบบนี้ฟันจับแต่ละอันปรับได้อย่างอิสระ จับงานได้แน่น ฟันจับสามารถจะถอดกลับจับชิ้นงานที่มีขนาดต่างๆ ได้ตามความเหมาะสม

รูปที่ 8.11 หัวจับแบบฟันพร้อม
รูปที่ 8.12 หัวจับแบบฟันอิสระ

1.1 การจับงานด้วยหัวจับแบบฟันพร้อมและหัวจับแบบฟันอิสระ
1. เป็นการจับงานทรงกระบอกที่ผิวภายนอกใส่งานเข้าไปขันหัวจับ ฟันทั้ง3จะเคลื่อนที่จับงานพร้อมๆ กัน ทำให้งานได้ศูนย์ด้วย
2. งานที่มีขนาดใหญ่จะถอดสลักออกและกลับฟันจับ หรือถอดออกเปลี่ยนฟันชุดใหม่ทั้ง 3 ฟัน
3. งานที่มีรูคว้านโตๆ ก็ใช้ฟันจับจับยึดรูภายในของชิ้นงาน

2. ยันศูนย์หัวและยันศูนย์ท้าย
กรณีที่ใช้ศูนย์ด้านหัวเครื่องประกอบเข้ากับเพลา โดยอาศัยปลอกยันศูนย์และตัวยันศูนย์ซึ่งจะต้องเป็นเรียวมาตรฐานเดียวกัน เมื่อทำการตรวจสอบศูนย์เรียบร้อยแล้ว จะใช้ปลายแหลมของยันศูนย์นี้ช่วยในการติดตั้งมีดกลึง ส่วนยันศูนย์ท้ายนั้นจะใช้เป็นตัวประคองชิ้นงานที่ไม่มั่นคง โดยมักจะใช้ศูนย์ตาย ซึ่งจะมีมุมแหลมของเรียวโตประมาณ 60 องศา

รูปที่ 8.13 ยันศูนย์หัว
รูปที่ 8.14 ยันศูนย์ท้าย

มีดกลึง (Tool lathe)
      การกลึงงานให้เป็นรูปร่างลักษณะตามแบบที่กำหนด จำเป็นต้องอาศัยมีดกลึงทำหน้าที่ตัดเฉือนออกในขณะหมุนงาน มีดกลึงมีหลายลักษณะ รูปร่างแตกต่างกันออกไปตามการปฏิบัติงาน


รูปที่ 8.15 ชนิดของคมตัดเฉือนบนเครื่องกลึงที่ใช้กันทั่วๆ ไป

ชนิดของด้ามจับมีดกลึงและการทำงานของมีดกลึง
      รูปร่างลักษณะมีดกลึงที่ทำมาจากเหล็ก High speed steel ชนิดนี้มีขนาดเล็ก ซึ่งจะต้องใช้ร่วมกับด้ามจับ ส่วนชนิดที่เป็นแท่งใหญ่ไม่ต้องใช้ด้ามจับ


รูปที่ 8.16 มีดกลึง

     ลักษณะของด้ามจับซึ่งมีมีดจับอยู่ด้วย มีดจะโผล่ออกมาเฉพาะคมตัด ต้องไม่โผล่ออกมามากเกินไปเพราะจะทำให้แตกหักได้ให้ขณะใช้งาน


รูปที่ 8.17 ด้ามจับและมีดกลึง

     ลักษณะของมีดเล็บ (Tipped tool) จะเป็นชิ้นเล็กๆ บางๆ ซึ่งมีความแข็งสูง มีราคาแพง เหมาะกับงานที่มีความแข็งมากๆ การลับคมจะแตกต่างไปกว่ามีดกลึงทั่วๆไป


รูปที่ 8.18 มีดเล็บ

     ลักษณะของด้ามจับ จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปตามรูปร่างและการใช้งาน
1. ด้ามมีดจับตรง (Straight tool holder)
2. ด้ามมีดจับเอียงขวา (Right hand tool holder)
3. ด้ามมีดจับเอียงซ้าย (Left hand tool holder

รูปที่ 8.19 ด้ามจับตรง
รูปที่ 8.20 ด้ามมีดจับเอียงขวา
รูปที่ 8.21 ด้ามจับเอียงซ้าย

    ด้ามมีดทั้ง 3 แบบนิยมใช้กลึงงานทั่วๆ ไปและใช้กันมาก ด้ามมีดจะถูกเจาะเอียงทำมุมประมาณ 15-20 องศา เพื่อให้คมมีดสูงและไม่เกิดการเสียดสีขณะทำงานนอกจากเฉพาะคมเท่านั้น

การประกอบมีดกลึงเข้ากับด้ามจับ
การประกอบมีด (Tool) เข้ากับด้ามมีด (Tool holder) เมื่อนำไปจับยึดด้วยป้องมีด (Tool post) และป้อมมีดนี้จะถูกจับยึดอยู่บน Compound rest

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก่อนลงมือทำงานคือ
1. ด้ามมีดและตัวมีด จะต้องโผล่ออกมาจากที่จับเพียงเล็กน้อย เพื่อความแข็งแรงและปลอดภัยในการทำงาน
2. ปลายคมตัดจะต้องอยู่เหนือแนวศูนย์กลางของงานประมาณ 0-5 องศา เพื่อไม่ให้เกิดการงัดในขณะทำงาน
3. มุมหลบหน้ามีด (Front clearance) จะหลบประมาณ 10 องศา เพื่อลดการเสียดสีของงานในขณะทำการตัด


รูปที่ 8.22 แสดงการทำงานของคมมีด

     เมื่อนำด้ามมีด (Tool holder) มาจับยึดบนป้อมมีด (Tool post) ด้ามมีดนี้จะถูกวางอยู่บนลิ่ม (Wedge) ซึ่งมีลักษณะเป็นส่วนโค้ง และปรับขยับได้ในแนวรัศมีนี้ ลิ่มจะวางอยู่บนแหวนรอง สามารถหมุนไป-มาได้รอบตัว (360 องศา) ดังนั้นการปรับปลายคมตัด ให้เอียงอยู่ในระดับต่างๆ กับผิวงาน ทำได้โดยการขยับด้ามมีดและลิ่มร่วมกัน
      กรรมวิธีการตรวจสอบความสูงของปลายมีด ให้สูงอยู่ในแนวระดับเส้นศูนย์กลางของงานกระทำได้โดยให้ปลายมีดแตะเทียบกับปลายยันศูนย์ของชุดท้ายแท่น (Tail stock) ซึ่งปลายของมีด (Tool) จะอยูในระดับเส้นศูนย์กลางของชิ้นงาน

รูปที่ 8.23 การตรวจสอบปลายมีดกับยันศูนย์
รูปที่ 8.24 ระดับปลายมีดจะอยู่ที่เส้นศูนย์กลาง

     ลักษณะการทำงานของด้ามมีดแบบ Standard tool post แสดงไว้ดังรูปที่ 8.25


รูปที่ 8.25 แสดงการทำงานของมีดแบบต่างๆ

ชนิดของมีดกลึงและการทำงาน
      มีดกลึง (Tool lathe)
      มีดกลึงที่ใช้ในงานกลึงโดยทั่วๆ ไป จะทำมาจากเหล็กทำเครื่องมือ (Tool steel) ทนความร้อนได้สูง มีความเหนียว ความแข็ง มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า เหล็กรอบสูง (High speed steel) ถ้างานที่มีความแข็งสูงจะใช้วัสดุที่ทำมีดกลึงด้วยทังสเตนคาร์ไบด์ ซึ่งเรียกว่า Carbide tip หรือมีดเล็บ มีดกลึงโดยทั่วๆ ไปในการกลึงปอกผิวจะมีคมตัด 2 ลักษณะ คือ
1. มีดกลึงคมตัดขวา (Right hand tool)
2. มีดกลึงคมตัดซ้าย (Left hand tool)


รูปที่ 8.26 ชนิดของมีดกลึง

     รูปร่างลักษณะและส่วนต่างๆ ของมีดกลึงมีการเรียกชื่อคือ
1. ความยาวของคมตัด
2. ลำตัว
3. คมตัด
4. ปลายคม
5. คมตัดด้านหน้า
6. ผิวข้างของคมตัด


รูปที่ 8.27 ส่วนต่างๆ ของมีดกลึง

ชนิดของงานกลึงปอกโดยทั่วๆ ไปแล้วมีดกลึงจะกลึงตัดผิวงาน ทำให้เกิดบ่างาน แบ่งออกโดยทั่วๆ ไปได้ดังนี้
1. บ่าฉาก (Square)
2. บ่าเอียง (Bevelled)
3. บ่าโค้ง (Filleted)


รูปที่ 8.28 ลักษณะงานกลึง

     การปรับขยับคมมีดให้ทำการตัดเฉือนชิ้นงาน จะทำได้ 2 ทิศทางคือ
1. เอียงคมมีดมาทางด้านหัวเครื่อง (Head stock) ไม่นิยมใช้เพราะจะทำให้มีดดีดกลับกินเนื้องานถ้ามีดหลุด
2. เอียงคมมีดมาทางชุดท้ายแท่น (Tail storck) นิยมใช้งานกันมาก เมื่อมีดหมุนจะไม่กินเนื้องาน

รูปที่ 8.29 แสดงการตั้งมีดกลึงเอียงเข้าหาหัวเครื่อง
รูปที่ 8.30 แสดงการตั้งมีดกลึงเอียงหนีหัวเครื่อง

ลักษณะและรูปร่างของคมตัดของมีดกลึงจะถูกลับและแต่งคมตามความต้องการของการใช้งาน
1. มีดกลึงหยาบ (Rough turning) จะมีคมตัดทั้งซ้ายและขวา ใช้สำหรับปอกกลึงผิวงาน ออกในช่วงแรกๆ
2. มีดกลึงผิวเรียบแบบคมตัดตรง (Straight round nose tool) จะทำการตัดเฉือนได้ 2 ทิศทาง (ดูตามลูกศร) จะใช้กลึงผิวสำเร็จ เพื่อที่จะให้ผิวเรียบนำไปใช้งานได้ จะทำการตัดเฉือนผิวงานได้ทีละน้อยๆ
3. มีดกลึงผิวเรียบแบบคมตัดขวา (Right hand finishing tool) ใช้กลึงผิวเรียบในขั้นสุดท้าย สามารถทำการตัดเฉือนได้ในทิศทางเดียว (ดูตามลูกศร)
4. มีดกลึงปอกผิวแบบสปริง (Spring finishing tool) จะมีคมตัดทั้งซ้ายและขวา ตามภาพเป็นคมตัดขวา
5. มีดกลึงหน้างอ (Facing operation) จะมีทั้งคมตัดซ้ายและคมตัดขวา ใช้สำหรับกลึงปาดผิวฉากโดยทำการตัดเฉือนได้ 2 ทิศทาง ตามภาพเป็นคมตัดซ้าย
6. มีดกลึงปาดหน้า (Facing between center) ใช้ปาดหน้าผิวงาน มีลักษณะคมตัดทั้งซ้ายและขวาตามความต้องการใช้งาน จะใช้ปาดหน้าผิวงานที่ถูกจับอยู่
ด้วยยันศูนย์ ตามภาพเป็นคมตัดขวา

การตั้งมีดกลึงทำงาน
ลักษณะของมีดที่ตั้ง ต่ำกว่าศูนย์กลาง เมื่อตัดเฉือนแล้วจะเกิดการตักเฉือนไม่หมด ทำให้เกิดการหักได้ง่าย คมมีดอาจจะแตกบิ่นชิ้นงานงานเสียหายได้
ลักษณะของมีดที่ตั้ง พอดีศูนย์กลางของงาน การปาดผิวหน้าของงาน หรือการตัดขาดจะทำได้ดีโดยที่มีดและงานไม่เสียหาย
ลักษณะของมีดที่ตั้ง อยู่กว่าศูนย์กลางของงาน ปลายมีดจะอัดกับงาน ทำให้แตกหัก และงานจะถูกตัดเฉือนไม่ตลอด


รูปที่ 8.31 ตั้งมีดพอดีศูนย์

มุมของมีดกลึงที่เหมาะกับวัสดุงาน
      มีดกลึงโดยทั่วไปจะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมตัน ซึ่งมีซื้อขายกันอยู่ทั่วไป ทั้งยังแบ่งเป็นขนาดต่างๆ ตามการใช้งาน
ก่อนที่จะนำมีดกลึงไปใช้งาน จะต้องมีการลับแต่งมีดให้เกิดคมตัดเสียก่อน ส่วนต่างๆ ที่ถูกลับออกไปจะทำให้เกิดมุมขึ้น ซึ่งมีเรียกดังนี้
1. มุมคายเศษ (Top rake angle) มีไว้สำหรับคายเศษโลหะ
2. มุมคมตัดหน้า (Front cutting angle)
3. มุมหลบหน้า (Front clearance angle )
4. มุมหลบข้าง (Side rake angle)
5. มุมคมตัดข้าง (Side cutting angle)
6. มุมหลบข้าง (Side clearance angle)

รูปที่ 8.32 ภาพด้านข้างของมีดกลึง
รูปที่ 8.33 ภาพด้านหน้าของมีดกลึง

     ลักษณะคมตัด (Tool angle) เมื่อทำการตัดเฉือนผิวงาน ปลายคมตัดจะแตะอยู่ที่ผิวงาน ทำการเฉือนตัดออกด้วยมุมตัด และดันเศษโลหะคายออกทางด้านมุมคาย และลดการเสียดสีด้วยการทำมุมหลบ
- กรณีมีดกลึงที่ ไม่มีมุมคาย เศษโลหะ ขณะทำการตัดเฉือน เศษจะหักเป็นชิ้นเล็กๆ
- กรณีมีดกลึงที่ มีมุมคาย เศษโลหะ ขณะทำการตักเฉือน เศษจะหักเป็นชิ้นๆ

ตารางที่ 8.1 ตารางค่ามุมต่างๆ ที่เหมาะกับวัสดุงาน

     ค่าตารางข้างบนนี้ เป็นค่าของมุมต่างๆ ของมีดที่ใช้กลึงวัสดุต่างชนิดกัน เนื่องจากความแข็ง-เปราะ-เหนียว ไม่เท่ากัน จึงได้มีการทดลองลับมีดที่มุมต่างๆ จนได้กำหนดเป็นหลักในการลับมุมมีดสำหรับการกลึงงาน

ส่วนต่างๆ ของล้อหินเจียระไน และการลับมีดกลึง
      ส่วนประกอบต่างๆ ของหินเจียระไนตั้งโต๊ะ ซึ่งประกอบด้วนส่วนใหญ่ดังนี้
1. ล้อหินเจียระไนหยาบ (Coarse grined wheel) ใช้ลับงานหยาบ
2. ล้อหินเจียระไนละเอียด (Fine grined wheel) ใช้ลับงานละเอียด
3. แท่นรองลับ (Tool rest close ) ใช้วางพักงานที่นำมาลับ
4. กะบังนิรภัย (Safety shield) ป้องกันการกระเด็นของเศษลับเข้าตาและโดนส่วนต่างๆของร่างกาย


รูปที่ 8.34 เครื่องเจียระไน

ข้อควรปฏิบัติในการการลับมีดกลึงด้วยมือ
1. ใช้ชุดทำงานที่รัดกุม อยู่ในสภาพเรียบร้อยมิดชิดป้องกันการกระเด็นโดนส่วนต่างๆ ของร่างกาย
2. สวมแว่นตานิรภัย (Safety goggles)
3. สวมรองเท้านิรภัย (Safety boots)
4. เก็บกวาดพื้นให้สะอาดอยู่เสมอ
5. เครื่องจะต้องอยู่ในสภาพพร้องใช้งาน มีที่รองลับมีด มีกระจกป้องกันการกระเด็น และมีกล่องใส่น้ำ สำหรับระบายความร้อนในขณะลับ

การลับมีดกลึง
      การจับมีดกลึงจะต้องจับให้กระชับมือ และถนัด จับให้แน่น ป้องกันการกระเด็น หมั่นนำจุ่มน้ำบ่อยๆ เพื่อไม่ให้มีดไหม้ และเป็นการระบายความร้อน


รูปที่ 8.35 แสดงการจับและการลับมุมหลบข้าง

     *หมายเหตุ อย่าจับมีดเฉพาะที่ จะต้องเคลื่อนที่ไป-มาตลอดหน้าเจียระไน และออกแรงกดมีดอย่าใส่แรงมาก-น้อยเกินไป การลับนี้จะต้องอาศัยประสบการณ์
1. แท่นรองรับชิดเกินไป จะทำให้ประกายและเศษลูกไฟระบายลงด้านล่างไม่ได้ จะกระเด็นถูกมือเจ็บ
2. แท่นรองรับห่างเกินไป จะทำให้เกิดการงับได้ง่ายขณะทำการลับ
3. แท่นรองรับจะต้องห่างจากหน้าเจียระไน ไม่เกิน 1.5 มม. จึงจะทำให้การลับนั้นปลอดภัยและทำงานดีมีดหลังจากการลับแล้วจะนำมาประกอบเข้ากับด้ามจะเกิดมุม Clearance บนมีดมากขึ้นอีก

แสดงท่าทางการลับมีดในลักษณะต่างๆ (How to grind lathe tool cutter bits)


รูปที่ 8.36 แสดงท่าทางการลับมีดในลักษณะต่างๆ

วิธีการสังเกตลักษณะคมตัดของมีด
วิธีการสังเกตลักษณะคมตัดของมีด ว่าจะเป็นคมตัดชนิดใด เพื่อจะเลือกใช้งานได้ถูก วิธีการง่ายๆ โดยการจับคมมีดเข้าหาตัว (ดูตามภาพ ก และ ข) แล้วสังเกตดูที่คมตัดว่าจะอยู่ในลักษณะใด หรือจะสังเกตจากการทำงานบนเครื่องโดยดูที่คมตัดทำการตัดเฉือน ถ้าตัดจากหัวเครื่องมาทางชุดท้ายแท่น (Tail stock) คมตัดลักษณะนี้เรียกว่า คมตัดซ้าย (Left) ถ้าทำการตัดจากชุดท้ายแท่นไปยังหัวเครื่อง (Head stock) เรียกว่าคมตัดขวา (Right) หรือการทำการตัดเฉือนในแนว Cross slide ถ้าเริ่มตัดจากด้านที่ยืนปฏิบัติงานออกไปทางด้าน Attachment จะเรียกว่ามีดคมตัดซ้าย

รูปที่ 8.37 แสดงถึงลักษณะคมตัดซ้ายและขวา ของมีดที่ใช้งานกันมาก
ภาพ ก มีดปอกผิวงานหยาบ
ภาพ ข มีดลบคม
ภาพ ค มีดตัดซึ่งแบ่งคมตัดออกเป็น 3 แบบ ซ้าย ขวา และกลาง
ภาพ ง มีดกลึงเกลียว สามารถทำงานได้ 2 ทิศทาง (ซ้ายและขวา)

การแต่งล้อหินเจียระไน
      หินเจียระไน (Grinding) เมื่อใช้งานไปนานๆ เม็ดหินจะทื่อ และเกิดการอุดตันของเศษเจียระไน ทำให้หินไม่คม เมื่อใช้งานจะเกิดความร้อนสูง
วิธีแก้ปัญหานี้โดยใช้ที่แต่งหน้าหินเจียระไน แบ่งออกเป็น 3 แบบที่นิยมใช้งานกันอยู่ทั่วๆ ไป สำหรับหินเจียระไนมือ
1. Diamo-Carbo dresser
2. Diamond Dresser
3. Huntington Dresser


รูปที่ 8.38 ที่แต่งล้อหินเจียระไน

ข้อควรระวังในการลับมีด
1. สวมแว่นตาทุกครั้งที่ทำการลับเพื่อป้องกันการกระเด็นของเศษหินเข้าตา
2. สวมชุดฝึกงานให้เรียบร้อย พร้อมทั้งใส่รองเท้าหุ้มส้นด้วยจะช่วยป้องกันอันตรายได้
3. ตรวจสอบความเรียบร้อยของเครื่องก่อนจะเปิดเครื่องทำงาน
4. หน้าล้อหินเจียระไนจะต้องเรียบและอยู่ไม่ห่างจากแท่นรองรับมีดเกิน 1.5 มิลลิเมตร
5. ขณะทำการลับจะต้องนำมีดชุบน้ำบ่อยๆ เพื่อป้องกันการไหม้ของคมมีด
6. เมื่อหน้าหินเจียระไนไม่เรียบจะต้องแต่งด้วยล้อหินให้เรียบก่อนจะลงมือลับ
7. ล้อหินเจียระไนที่ใช้สำหรับลับมีด ห้ามนำวัสดุอื่นๆ ไปลับ
8. เริ่มต้นลับให้ลับกับล้อหินหยาบก่อนแล้วลับแต่งด้วยล้อหินชนิดละเอียด

ความเร็วตัดและอัตราป้อนตัด
      ความเร็วตัด (Cutting speed) หมายถึง คมตัดของเครื่องมือทำการตัดเฉือนผิวงานในเวลา 1 นาที จะได้ระยะความยาวคิดออกมาเป็นเมตร

กำหนดให้
n = ค่าความเร็วรอบของเพลาใน 1 นาที (RPM.)
d = เป็นขนาดความโตของชิ้นงาน
คิดงานหมุนรอบ 1 รอบ คมตัดจะได้ผิวงานเท่ากับ d
ความเร็วจำนวน n รอบ ผิวงานจะถูกตัดเท่ากับ dn

อัตราป้อนตัด (Feed)
      อัตราป้อนตัด หมายถึงระยะทางการเดินป้อนของมีดไปตามความยาวของชิ้นงาน ในแต่ละรอบของการหมุนของเพลาของเครื่อง หรือการป้อนตัดอาจพิจารณาจากความหนาของเศษตัดการป้อนตัด 0.5 มม. หมายถึง มีดตัดเคลื่อนที่เป็นระยะทาง 0.5 มม. ตามความยาวของชิ้นงานขณะที่ชิ้นงานหมุนได้ 1 รอบ
      ดังนั้นถ้าเพลาเครื่องหมุนได้ 20 รอบ คมตัดจะเคลื่อนที่เป็นระยะทาง 0.5x20 =10.0 มม.ในกรณีที่ทำการตัดเฉือนผิวงานออกเพียง 2 ครั้ง ให้ได้ผิวงานสำเร็จขั้นสุดท้าย ควรตัดเฉือนผิวงานออก 1 ครั้ง แล้วตัดเฉือนผิวงานขั้นสุดท้าย ศษกลึงขณะที่ทำการกลึงไหลออกมาเร็วมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ผิวงานออกมาไม่เรียบ การกลึงลักษณะนี้เรียกว่า การกลึงหยาบ เศษกลึงขณะทำงานไหลออกมาน้อย ผิวงานเรียบ เรียกกรรมวิธีการกลึงลักษณะนี้ว่า การกลึงละเอียด ส่วนมากจะใช้กลึงในขั้นสุดท้าย จะได้ผิวเรียบและขนาดถูกต้อง

RPM.= จำนวนรอบต่อนาที
FEED= อัตราป้อนตัด (มม./รอบ)

งานตัดเกลียวบนเครื่องกลึง
งานตัดเกลียว

ในวงการทั่วๆ ไป เกลียวมีบทบาทในการใช้งานมากรวมทั้งในชีวิตประจำวัน อาคารบ้านเรือน วงการอุตสาหกรรม ฯลฯ เกลียวที่ใช้กันอยู่มีหลายรูปแบบ ซึ่งแบ่งออกเป็นเกลียวที่ใช้กับงานเบา งานหนัก การใช้งานส่วนที่สำคัญได้แก่ ฟันเกลียว ซึ่งจะเป็นตัวรับแรง และความแข็งแรงนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของฟันเกลียว และรูปร่างของฟันเกลียวซึ่งในบทนี้จะกล่าวถึงการตัดเกลียวชนิดต่างๆ ด้วยเครื่องกลึง พร้อมกับการตรวจสอบเกลียวด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์อย่างละเอียด
เกลียว (Thread)
เกลียว หมายถึง สันหรือร่องที่เกิดขึ้นบนผิวงานวนไปรอบๆ จะซ้ายหรือขวาก็ได้ ด้วยระยะทางที่สม่ำเสมอกัน


รูปที่ 8.39 เกลียวนอกและเกลียวใน

     ลักษณะและส่วนต่างๆ ของเกลียวจะประกอบด้วย
1. มุมเกลียว (angle thread) ทำมุม 60 องศา
2. ขนาดผ่าศูนย์กลางของยอดฟันเกลียว (major diameter)
3. เส้นผ่าศูนย์กลางวัดใน (minor diameter)
4. พิต (pitch)
5. สันเกลียว (crest)
6. lead angle
7. โคนเกลียว (root)
8. ความลึกฟันเกลียว (single depth)


รูปที่ 8.40 ส่วนต่างๆ ของเกลียว

     นอตที่ประกอบเข้ากับเกลียวนั้น จะมีส่วนต่างๆ เหมือนกัน เพียงแต่กลับเกลียวที่จะเกิดขึ้นบนสันโค้ง หรือรัศมีนอก แต่กับเกิดขึ้นที่ผิวร่องโค้งหรือรัศมภายใน ส่วนที่สำคัญต้องคำนึงถึง คือ ช่วงค่าี clearance ซึ่งจะต้องเผื่อไว้ให้การหมุนเข้า-ออกได้ Lead ของเกลียว หมายถึงการเคลื่อนที่ของมีดกลึงตัดไปบนผิวงานได้ 1 รอบของชิ้นงาน และตัดต่อไปด้วยความสม่ำเสมอบนผิวงานนั้น

รูปที่ 8.41 ระยะ clearance ของเกลียว
รูปที่ 8.42 Lead ของเกลียว

การทำงานของเกลียวจะแบ่งออกเป็น
- เกลียวซ้าย จะหมุนเข้าในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา และหมุนคายออกในทิศทางตามเข็มนาฬิกา การเริ่มต้นเกลียว จะเริ่มที่สันเกลียวจากขวาไปซ้าย
- เกลียวขวา จะมีทิศทางตรงกันข้ามกับเกลียวซ้ายทุกอย่าง
การตัดเกลียวบนเครื่องกลึง สามารถตัดเกลียวได้หลายรูปแบบคือ
- ตัดเกลียวซ้าย
- ตัดเกลียวขวา
นอกจากนี้ยังแบ่งประเภทของเกลียวออกเป็น
- เกลียวภายนอก
- เกลียวภายใน
      เครื่องกลึงสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องประกอบชุดเฟืองเอง เพราะเครื่องกลึงถูกออกแบบมาให้เกิดอัตราทดของชุดเฟืองในค่าต่างๆ ทำให้การทำงานสะดวกสบายขึ้น ลดเวลาในการจะต้องมาคำนวณหาชุดเฟือง และประกอบเฟืองเข้าไปใหม่
      เกลียวที่เกิดขึ้นบนชิ้นงานจะประกอบไปด้วย
1. ระยะพิต นับจากยอดเกลียวไปถึงยอดเกลียวที่ต่อไป
2. มุมเอียงของเกลียว(Helix angle) เป็นช่วงเอียงของสันเกลียว
3. Lead เกลียว เป็นช่วงของสันหรือร่องเกลียวที่พ้นไป 1 รอบเกลียว


รูปที่ 8.43 ส่วนต่างๆ ของเกลียว

     แสดงถึงการตัดเกลียวของมีดกลึงที่เคลื่อนที่ตัดเกลียวด้วยระยะทางสม่ำเสมอของการบังคับด้วย lead screw และ half nut ซึ่งเกิดจากการขับเคลื่อนของชุดเฟือง ชุดเฟืองขับนี้จะเป็นตัวบังคับให้ชุดแท่นมีดเดินเคลื่อนที่ตัดผิวงานด้วยระยะทางตางๆ ซึ่งสัมพันธ์กับการหมุนของงานจะทำให้งานหมุน 1 รอบ มีดจะเดินตัดเป็นระยะทางช่วงหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า lead ตามความต้องการตัดโดยตั้งเครื่องไว้ ณ จุดต่างๆ ตามตารางกลึงเกลียวที่ติดเครื่องมา

รูปที่ 8.44 แสดงการตัดเกลียวบนเครื่องกลึง
รูปที่ 8.45 การทำงานของเกลียว

กรรมวิธีการตัดเกลียวบนเครื่องกลึง
1. การตัดเกลียว วี (V-sharp Thread)

การทำงานของมีดกลึงเกลียว วี (V-sharp) ที่ประกอบมีดเข้ากับด้ามจับ (Tool Holder) และนำมาจับกับป้อมมีด (Tool Post) พร้อมกับการตั้งมีดป้อน โดยตั้งมีดเอียงทำมุม 29 องศา สำหรับการตั้งป้อนของ Compound Rest


รูปที่ 8.46 แสดงการตัดเกลียวขวา และการติดตั้งมีดกลึง

     มีดกลึงเกลียว วี (V-sharp) มุมแหลมของมีดจะทำมุม 60 องศา
จุดที่สำคัญคือ ช่วงหลบเพื่อลดการเสียดสีของมีดลับงาน ในขณะทำการตัดเฉือนซึ่งจะมี 2 ช่วง คือ
1. ช่วงหลบหน้ามีด (Front Clearance)
2. ช่วงหลบด้านข้างมีด (Side Clearance)
     จะเห็นได้ว่าจุดสัมผัสงานจะเป็นเฉพาะจุด คมตัดของมีดเท่านั้น ไม่ตลอดทั้งแท่งมีด

รูปที่ 8.47 ลักษณะมีดกลึงเกลียว
รูปที่ 8.48 มีดกลึงเกลียว วี (V-sharp)

     การตกร่อง (Groove) บนชิ้นงาน มีประโยชน์ในการกลึงเกลียวสำหรับผู้เริ่มต้นเป็นอย่างมาก เพราะการหยุดและการหมุนกลับตลอดจนการถอยมีดออกจะไม่ทัน ทำให้เกิดการงัดปลายมีดหักชิ้นงานเสีย
     ในการฝึกเริ่มต้นจึงควรตกร่องไว้ และเมื่อต้องการให้เกลียวแหลมอย่างสม่ำเสมอตลอดชาวงตัดเกลียวก็ควรจะตกร่องไว้ เพื่อการเดินตัดของมีด


รูปที่ 8.49 ตกร่องชิ้นงานกันกระแทก

     เกจวัดมีดกลึงเกลียว วี (V-Sharp Thread Gauge) ที่นิยมใช้งานกัน ได้แก่
1. Flat Gauge Thread เป็นเกจวัดมุมมีดที่ปลายแหลมถูกตัดเล็กน้อย
2. Center Gauge thread เป็นเกจวัดมุมมีดที่สั้นปลายแหลม
     ซึ่งการใช้งานทั้งสองชนิดนั้นเหมือนๆ กันและมีค่ามุมเท่ากัน คือ 60 องศา แต่การใช้งานจะต่างกันที่ตรงเกจแบบแผ่นกลม (Flat Gauge) ไม่สามารถจะนำมาตั้งมีดกลึงเพื่อจะกลึงงานได้

รูปที่ 8.50 เกจวัดมุมมีด (Flat Gauge)
รูปที่ 8.51 ตรวจสอบมุมมีดกลึงเกลียว

2. การตั้งมีดตัดเกลียว
      จุดสำคัญของการทำงาน จะต้องให้มีดกลึงนี้ตั้งฉากกับผิวชิ้นงาน
จากภาพจะแสดงถึงการจับเกจวัดมุมมีด การจับมีด และการตั้งมีดให้ได้ฉากกับผิวงาน เพื่อจะกลึงเกลียวได้


รูปที่ 8.52 ตั้งมีดกลึงเกลียว

3. การตัดเกลียว
     โดยปรกติเกลียวที่ใช้งานจะวัดหาค่าของเกลียวได้ 2 วิธี คือ
      1.วัดในระบบเมตริก(มิลลิเมตร)ค่าที่วัดออกมาจะเป็นจำนวนระยะห่างระหว่างยอดฟันเกลียว เช่น ระยะห่างระหว่างยอดฟันเกลียวเท่ากับ 1.5 มิลลิเมตร
      2. วัดด้วยระบบอังกฤษ (นิ้ว)จะคิดจำนวนฟันเกลียวต่อระยะทาง 1 นิ้ว เช่น 8 เกลียว/นิ้ว หมายถึงในระยะทาง 1 นิ้ว จะมีจำนวนฟันเกลียวอยู่ 8 ฟัน


รูปที่ 8.53 หวีวัดเกลียว(screw pitch gauge)

เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบ
1. พวกเกจวัดเกลียว (Screw pitch gauge) หรือหวีวัดเกลียว จะมีใช้วัดทั้ง 2 ระบบ คือ เมตริก(มิลลิเมตร) และอังกฤษ(นิ้ว) โดยการวัดเสียบเข้าไปในร่องฟันเกลียว
2. ใช้เครื่องมือวัดซึ่งจะบอกค่าเป็นนิ้ว โดยคิดระยะทาง 1 นิ้ว จะมีเกลียวจำนวนกี่ฟัน ตามความสะดวกของการทำงาน อาจจะเป็นเครื่องมือวัดแบบอื่นๆ ได้อีก เช่น เวอร์เนีร์ คาลิปเปอร์

4. การเดินมีดกลึงเกลียว จะกระทำได้ 2 วิธีคือ
      1. การเดินป้อนมีดกลึงเกลียวจากชุดท้ายแท่น (Tail stock) ไปหาหัวแท่น(Head stock) กรรมวิธีการกลึงเกลียวลักษณะนี้เรียกว่า การกลึงเกลียวขวา
      2. การเดินป้อนมีดกลึงเกลียวจากชุดหัวแท่น(Head stock) ออกมาหาชุดท้ายแท่น (Tail stock) กรรมวิธีการกลึงเกลียวลักษณะนี้เรียกว่า การกลึงเกลียวซ้าย
แต่โดยปกติทั่วๆ ไป เกลียวที่ใช้กันอยู่จะเป็นเกลียวขวา


รูปที่ 8.54 การกลึงของเกลียวขวา

     ส่วนเกลียวซ้ายนั้นจะถูกใช้งานแต่ละเฉพาะกรณีเท่านั้น จะไม่ใช้ทั่วๆ ไป เนื่องจากทิศทางการหมุนของเกลียว และการทำการตัดเกลียวนั้น เกลียวขวาจะทำได้ง่ายกว่า และใช้งานได้กว้างกว่า


รูปที่ 8.55 แสดงการป้อนมีดตัดเกลียวซ้าย

5. เทคนิคการกลึงเกลียว
การกลึงเกลียวด้วยเครื่องกลึง โดยทั่วๆ ไป ไม่สามารถจะกลึงเพียงครั้งเดียว แล้วเสร็จใช้งานได้เหมือนกับการใช้เครื่องมือ (Die) ตัดเกลียว เพราะอัตราการป้อนตัดงาน ปลายมีดกลึง การเดินของชิ้นงาน และการเดินของเครื่อง ตลอดจนมีดกลึง มีผลต่อการกลึงทั้งสิ้น

ลำดับขั้นตอนการตัดเกลียว
      1. ลบคม (Chamfered) ที่ปลายของชิ้นงาน
      2. ตั้งมีดป้อนตัดงาน ด้วยความลึกเพียงเล็กน้อย แล้วทำการตรวจสอบดูระยะพิตนั้นถูกต้องหรือไม่
      3. เมื่อเดินป้อนไปถึงช่วงที่ต้องการกลึงแล้ว ถอยมีดออกและเดินกลับมาเริ่มต้นใหม่
      4. แสดงถึงการเดินป้อนหยาบ จนได้ยอดแหลมใกล้เคียงกับขนาดจริง
      5. ทำการป้อนตัดละเอียดในขั้นสุดท้ายให้ผิวงานเรียบยอดเกลียวแหลมได้ขนาดตามต้องการ

รูปที่ 8.56 เดินป้อนตัดงาน
รูปที่ 8.57 ถอยมีดออก
รูปที่ 8.58 ป้อนมีดเดินตัดใหม่



รูปที่ 8.60 ป้อนตัดละเอียด
รูปที่ 8.59 ป้อนตัดหยาบ

     เมื่อตัดเกลียวเสร็จแล้ว จะต้องลบมุมชิ้นงานเมื่อนำงานออกมาใช้จะได้ไม่มีคมและสวยงาม พร้อมกับอาศัยเป็นบ่าในการประกอบเข้ากับนอต (Nut)หรือรูเกลียว ซึ่งจะทำได้ง่ายมากกว่าแบบตัด

รูปที่ 8.61 ลบมุมปลายเกลียว 45 องศา
รูปที่ 8.62 ลบมุมปลายเกลียวให้โค้ง

6. การตั้งมีดป้อนตัดเกลียว
      จะตั้งได้ 2 แบบคือ การตั้งป้อนด้วย
1. Cross slide
2. Compound Rest
      การตั้งที่ Cross slide นั้น สามารถตั้งค่าสเกลให้อยู่ที่ตำแหน่งศูนย์ (0) แล้วหมุนป้อนไปทีละน้อยๆ จนได้ค่าความลึกตามต้องการได้ขณะทำการกลึงช่วงระยะตัดเกลียวแล้วต้องถอยมีดออกมาเริ่มต้นใหม่ จะต้องหมุน Cross slide กลับทางออกมา

รูปที่ 8.63 แสดงการตั้งป้อนมีดกลึงเกลียวด้วยCross slide
รูปที่ 8.64 แสดงการตั้งป้อนมีดกลึงเกลียว ด้วย Compound Rest

     การตั้งที่ Compound Rest นั้นก็สามารถตั้งสเกลให้อยู่ที่ตำแหน่งศูนย์(0) ได้เช่นเดียวกับ Cross slide ซึ่งจะต้องตั้ง Compound Rest ให้เอียงมุมหรือทำมุม 90 องศากับงาน ซึ่งขึ้นอยู่กับเทคนิคของการทำงาการถอยมีดออกจะถอยได้ทั้ง 2 ตำแหน่งที่ Compound Rest หรือที่ Cross slide ก็ได้นการป้อนตัดของมีดกลึงเกลียว โดยทั่วๆ ไป จะกระทำได้ 3 วิธี ดูตามภาพที่แสดงให้เห็นถึงทิศทางการตัดของมีด ที่จะเดินเข้าไปตัดผิวชิ้นงาน ซึ่งแต่ละวิธีให้ความแตกต่างกัน

7. การตัดเกลียวใน (Internal Thread)
การตัดเกลียวภายในบนเครื่องกลึงสามารถทำได้ 2 วิธีคือ
1. ตัดด้วยดอกแท็ป (Tap)
2. ตัดด้วยมีดกลึง (Tool Lathe)
      การตัดด้วยมีดกลึง ส่วนมากจะเป็นเกลียวที่มีขนาดโตที่ดอกแท็ปไม่สามารถจะทำการตัดได้ หรือเป็นเกลียวพิเศษ เกลียว ACME เกลียวSQUAREการจะตัดเกลียวได้จะต้องผ่านขั้นตอนของการเจาะด้วยสว่าน หรือคว้านด้วยมีดคว้านมาก่อน จนได้ขนาดที่จะทำการตัดได้จากภาพเป็นลักษณะของการตัดเกลียวภายในด้วยมีดขึ้นรูปแบบต่างๆ
1. เป็นการตัดเกลียว วี ด้วยมีดคว้าน
2. ใช้มีดขึ้นรูปตัดทีละน้อย แล้วเพิ่มความแหลมของปลายมีดจนได้ขนาดที่ต้องการ
3. แสดงถึงการตัดเกลียว ACME

      ลักษณะของการกลึงเกลียวใน สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การระวังในการชนกันระหว่างมีดกับงานภายในที่มองไม่เห็น ดังนั้น วิธีแก้จึงใช้วิธีการตกร่อง (Unside Recess) เผื่อสำหรับมีดกลึง ซึ่งจะสังเกตได้ 2 วิธี คือ การฟังเสียง การทำงานของมีดและตั้งดูระยะความลึกของมีดที่เดินตัดงาน


รูปที่ 8.65 แสดงการทำงานของมีดตัดเกลียวใน

     การตกร่องนำ(Front Recess) ไว้นั้น ช่วยประโยชน์ในการตั้งป้อนกินลึกของเกลียวว่ามีดทำการตัดเฉือนไปจนใช้งานได้แล้วหรือยัง
     การตั้งป้อนมีดตัดเกลียว ใช้หลักการและเทคนิคการตัดเกลียวเช่นเดียวกับเกลียวนอก ในการที่จะตั้งมุมมีดเอียง 29 องศา และหมุนป้อนด้วย Cross slide


รูปที่ 8.66 แสดงการกลึงเกลียวในของแท่นเลื่อนบน

     การตั้งมีดกลึงเกลียวใน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้คมตัดของมีดตั้งฉากกับผิวงานที่จะตัดรูเจาะภายในมองไม่เห็น โอกาสที่จะนำมีดเข้าไปตั้งแตะกับผิวงานย่อมทำไม่ได้วิธีการแก้ไขในเรื่องนี้ทำได้โดยการตั้งมีดจากภายนอก ดูตามภาพที่ 8.104 ซึ่งจะบอกรายละเอียดไว้ในตัวเสร็จ


รูปที่ 8.67 การตั้งมีดตัดเกลียวภายใน

เครื่องมือและอุปกรณ์ตรวจสอบเกลียว


รูปที่ 8.68 อุปกรณ์ตรวจสอบเกลียว

หลังจากตัดเกลียวเสร็จแล้ว เกลียวนั้นจะใช้งานได้ดีหรือไม่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการตรวจสอบเสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกลียวชนิดพิเศษ ที่ต้องการความละเอียดสูง จำเป็นจะต้องตรวจสอบเพื่อให้นำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เกลียวบางชนิดเมื่อใช้งานเกิดการเสียหายจำเป็นอยู่เองที่จะต้องทำขึ้นมาใช้ทดแทนของเก่า การที่จะทราบขนาดและทำการตัดเฉือนได้จะต้องทราบค่าต่างๆ ของเกลียวเสียก่อน โดยการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ดังที่กล่าวมานี้ตรวจสอบก่อนจะทำการตัดเฉือนได้

การตรวจสอบเกลียว
โดยปกติทั่วๆ ไปแล้ว เกลียวที่ทำการตัดเฉือนด้วยเครื่องกลึงนั้น ไม่ว่าจะเป็นเกลียวนอก หรือเกลียวใน จะต้องทำการตรวจสอบทั้งสองชนิด เพื่อจะทราบว่าเกลียวนั้นใช้ได้หรือไม่ จะฟิตมากน้อยเพียงใด

แบบฝึกหัด
1. จงบอกส่วนประกอบที่สำคัญของเครื่องกลึง และอธิบายมาพอสังเขป
2. จงบอกชนิดของมีดกลึงและการใช้งานของมีดกลึง อธิบายมาพอสังเขป
3. จงอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับงานกลึงปอกผิว งานกลึงบ่ามาให้ทราบ
4. ในการกลึงผิวขั้นสุดท้ายด้วยมีดกลึงเหล็กรอบสูงใช้ความเร็วรอบในการกลึง 500 รอบต่อนาที ขนาดของชิ้นงานเส้นผ่าศูนย์กลาง 32 มม. อยากทราบว่าความเร็วตัดในการกลึงจะเป็นเท่าใด