www
  www.kmutt.ac.th

 


 

สรุปเนื้อหาของรายวิชาจิตวิทยาการปรับตัว

         

วิชา  SSC334  จิตวิทยาการปรับตัว  

หน่วยที่  3       บุคลิกภาพและการปรับตัว                                                             

อาจารย์ผู้สอน  ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร. วราภรณ์  ตระกูลสฤษดิ์

 

 

ตอนที่ 1 ความหมายของบุคลิกภาพและการปรับตัว

ตอนที่ 2 ความสำคัญของบุคลิกภาพที่มีผลต่อการปรับตัว

ตอนที่ 3 ประเภทของบุคลิกภาพ

ตอนที4 ทฤษฎีบุคลิกภาพ

 

แนวคิดสำคัญ

1.    บุคลิกภาพ  หมายถึง  การรับรู้พฤติกรรมรวมทั้งหมดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง  ทั้งในสิ่งที่มองเห็นได้  เช่น  ลักษณะของพฤติกรรม  และสิ่งที่มองไม่เห็น  เช่น  ความคิด  ความสนใจ  ค่านิยม  ซึ่งจะทำให้คนอื่นสามารถจะเข้าใจ และแยกได้ว่าบุคคลนั้นแตกต่างจากคนทั่วไปได้

2.    บุคลิกภาพมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์  ทั้งในด้านส่วนตัวและด้านการงาน  ผู้ที่มี     บุคลิกภาพที่ดีเป็นที่ชื่นชอบของคนโดยทั่วไป ส่งผลให้ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ ของชีวิต

3.  ประเภทของบุคลิกภาพของบุคคลไว้หลายลักษณะตามลักษณะเหตุปัจจัย   เช่น    แบ่ง   

    ตามลักษณะโครงสร้างร่างกาย  แบ่งตามลักษณะการแสดงออก     แบ่งตามลักษณะ

    พฤติกรรม    และ  แบ่งตามที่มาบุคลิกภาพ 

       4.ทฤษฎีบุคลิกภาพ เป็นการศึกษาแนวความคิด เพื่อให้ทราบที่มาของบุคลิกลักษณะ

         ของบุคคล

 

วัตถุประสงค์  เพื่อให้นักศึกษา สามารถ

(1)                        อธิบายถึงความหมายของบุคลิกภาพได้อย่างถูกต้อง

(2)                        อธิบายถึงความสำคัญของบุคลิกภาพได้อย่างถูกต้อง

( 3)  สามารถอธิบายประเภทของบุคลิกภาพได้อย่างถูกต้อง

( 4 ) สามารถอธิบายแนวคิดและทฤษฎีของบุคลิกภาพได้อย่างถูกต้อง

 

เนื้อหา

กิจกรรมการเรียน/

การสอน

 

สื่อการสอน

 

ตอนที่ 1. ความหมายของบุคลิกภาพและการปรับตัว

 

         บุคลิกภาพ  หมายถึง  การรับรู้พฤติกรรมรวมทั้งหมดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง  ทั้งในสิ่งที่มองเห็นได้  เช่น  ลักษณะของพฤติกรรม  และสิ่งที่มองไม่เห็น  เช่น  ความคิด  ความสนใจ  ค่านิยม  ซึ่งจะทำให้คนอื่นสามารถจะเข้าใจ และแยกได้ว่าบุคคลนั้นแตกต่างจากคน

ทั่วไปได้

 

ตอนที่ 2. ความสำคัญของบุคลิกภาพ

 

บุคลิกภาพมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์  ทั้งในด้านส่วนตัวและด้านการงาน  ผู้ที่มี     บุคลิกภาพที่ดีเป็นที่ชื่นชอบของคนโดยทั่วไป ส่งผลให้ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ ของชีวิต

อีกทั้งได้รับความร่วมมือจากบุคคลอื่นได้มากขึ้น  และเมื่อมี

สัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลดีก่อให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง  ช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ บุคคลที่มีบุคลิกภาพดี  มักจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข เพราะมีความเชื่อมั่น มีโอกาสมากกว่า     ตลอดจนรู้วิธีที่จะปรับตัวให้เข้ากับคนเหล่านั้นได้    ทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เพราะคนที่มีบุคลิกภาพดีจะได้เปรียบคนอื่นๆ เสมอ เพราะการมีบุคลิกภาพดีจะทำให้ได้รับความเชื่อมั่น    ศรัทธาจากผู้พบเห็นและคนที่มีปฏิสัมพันธ์ด้วย   ดังนั้นการทำงานหรือประกอบกิจกรรมต่างๆ ย่อมได้รับความร่วมมือจากคนส่วนใหญ่มากกว่าคนที่มีบุคลิกภาพไม่ดี  สามารถปรับตัวอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข

 

 

 

 

ตอนที่3ประเภทของบุคลิกภาพ

 

นักจิตวิทยาและนักวิชาการได้แบ่งประเภทของบุคลิกภาพของบุคคลไว้หลายลักษณะ      ตามลักษณะเหตุปัจจัย   เช่น    แบ่งตามลักษณะโครงสร้างร่างกาย  แบ่งตามลักษณะการแสดงออก     แบ่งตามลักษณะพฤติกรรม    และแบ่งตามบุคลิกภาพ กล่าวคือ

 

1. แบ่งตามลักษณะโครงสร้างร่างกาย

วิลเลียม    เชลดอน  (William  Scheldon)นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน  ได้แบ่งประเภทของบุคลิกภาพของบุคคลตามลักษณะโครงสร้างของร่างกายได้  3 ประเภทคือ

1.1ประเภทอ้วนฉุ  (Endomorphy)  ได้แก่    บุคคลที่มีลักษณะอ้วนเตี้ยลงพุง  กล้ามเนื้อและโครงสร้างของกระดูกไม่แข็งแรง    เป็นคนชอบสนุกสนานรื่นเริง  จู้จี้  ขี้บ่น  เสียงดังฟังชัด     โกรธง่าย  หายเร็ว   และชอบกินจุ

1.2ประเภทสมส่วน   (Mesomorphy)  ได้แก่  บุคคลที่มีบุคลิกภาพในลักษณะสมส่วน    ลำตัวตรง  ไหล่กว้าง    กล้ามเนื้อและโครงสร้างกระดูกแข็งแรง   คล่องแคล่วว่องไว  มีความอดทน  และพลังมาก   ส่วนใหญ่ชอบเล่นกีฬาและเป็นนักกีฬา

1.3ประเภทผอมบาง   (Ectomorphy)   ได้แก่   บุคคลที่มีบุคลิกภาพในลักษณะผอมสูง   ช่วงไหล่ห่อ   เอวเล็กเอวบาง  สะโพกเล็ก    กล้ามเนื้อน้อย     ไวต่อการรู้สึกและไม่ชอบเข้าสังคม    ใจน้อย   และอ่อนไหวง่าย

 

2.แบ่งตามประเภทลักษณะพฤติกรรม

คาร์ล    กุสตาฟ จุง (Carl  Gustav  Jung)    ได้แบ่งบุคลิกภาพของบุคคลออกตามลักษณะพฤติกรรม เป็น 2  ประเภท  คือ 

2.1        ประเภทชอบแสดงตัว  (Extrovert)  ได้แก่   บุคคลที่มีบุคลิกภาพชอบแสดงออก(Shoe   off)   เป็นบุคคลที่เปิดเผย  

 

กล้าแสดงออก  ชอบงานสังคม    การสังสรรค์   และสนใจเรื่องราวของผู้อื่น   มีความเชื่อมั่นในตนเอง  สามารถปรับตัวได้ดี

 

2.2 ประเภทชอบเก็บตัว    (Introvert)  เป็นลักษณะที่เงียบเฉย    เก็บตัว   ขี้อาย  ไม่ชอบและไม่สนใจเรื่องของผู้อื่น   ชอบความเงียบสงบ    ไม่วุ่นวาย   เป็นคนไม่ค่อยพูด  จะคิดและฝันเองตามลำพัง   เมื่อประสบปัญหามักจะหลีกเลี่ยง

 

3. แบ่งตามลักษณะบุคลิกภาพ

     เราสามารถแบ่งบุคลิกภาพของมนุษย์ออกเป็น 2  ลักษณะใหญ่ๆ  คือ   บุคลิกภาพภายนอกและบุคลิกภาพภายใน

3.1        บุคลิกภาพภายนอก (External   Personality)   หมายถึง  ทั้งร่างกายที่ปรากฏ

3.2 บุคลิกภาพภายใน   (Internal   Personality)   คือลักษณะที่ซ่อนอยู่ภายในเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นสัมผัสยาก  แต่สามารถศึกษาจากการมีปฏิสัมพันธ์  เช่น   ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์   ความเฉลียวฉลาด   ความเป็นมิตร   อารมณ์และความรู้สึก

 

ตอนที่4ทฤษฎีบุคลิกภาพ

 

1.ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic Theory)

ผู้ตั้งทฤษฎีนี้คือ  Freud  มีความเชื่อเบื้องต้นว่า  บุคลิกภาพหรือพฤติกรรมของมนุษย์มาจากระดับความคิดและความรู้สึก อยู่ 3 ระดับโดยเปรียบเทียบจิตใจหรือระดับความรู้สึกของบุคคล ดังนี้

              1.ระดับที่โผล่พ้นน้ำ     คือระดับ  Conscious  หรือที่เรียกว่า จิตสำนึก

              2.ระดับที่อยู่ปริ่มน้ำ  คือ  ระดับ Preconscious (Subconscious)  หรือระดับใกล้สำนึก  เป็นระดับความรู้สึกตัวของบุคคลที่บางครั้งรู้ตัว บางครั้งก็ไม่รู้ตัว

             

                 3.ระดับที่อยู่ใต้น้ำ  คือ  ระดับ  Unconscious  หรือระดับ จิตไร้สำนึก  เป็นระดับที่เก็บกด (Repress) สิ่งต่างๆ ที่ทำให้รู้สึก

เจ็บปวดหรือไม่สบายใจ  ให้อยู่ในระดับไม่รู้ตัว แต่สิ่งเหล่านี้จะหลุดออกมาในรูปของ  ความฝัน  หรือการพูดพลั้งปาก (Slipped  Tongue)

 

โครงสร้างบุคลิกภาพ

Freud  ได้อธิบายโครงสร้างทางจิตหรือโครงสร้างของบุคลิกภาพ  ว่าประกอบด้วย

Id เป็นสันดานดิบของมนุษย์ที่จะสนองความต้องการที่เป็นความสุขส่วนตัวของตนเอง

Ego  เป็นส่วนของจิตใจที่ดำเนินโดยอาศัยเหตุผล  และความเป็นจริงของสังคม และสิ่งแวดล้อม  Ego  เป็นตัวกลางที่จะตัดสินว่าจะดำเนินตาม  Id  โดยใช้หลักความเป็นจริงในสังคม

Superego  เป็นส่วนที่ควบคุมการดำเนินการของ

  Ego อีกชั้นหนึ่ง ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดี โดยยึดหลัก Morality  Principle และ    การอบรมเลี้ยงดู 

 

พัฒนาการทางบุคลิกภาพของ Freud

แบ่งพัฒนาการทางบุคลิกภาพของบุคคลออกเป็นดังนี้

1.  ระยะปาก (Oral Stage)  อายุระหว่างแรกเกิด – 1

 ปี  ความพอใจจะอยู่ที่ปาก

                      2.    ระยะขับถ่าย  (Anal Stage)  อายุระหว่าง 1 – 2 ปี  เป็นระยะที่ความสุขของเด็กจะอยู่ที่การขับถ่าย 

3. ระยะเพศ (Phallic Stage)  อายุ 3 – 5 ปี  ขั้นนี้ความสุขหรือความพอใจของเด็กจะอยู่ที่อวัยวะสืบพันธ์ 

4. ขั้นก่อนวัยรุ่น  (Latency Stage) อายุระหว่าง  6 – 13 ปี  เป็นระยะที่เด็กเข้าโรงเรียน  ความสนใจของเด็กจะหันไปสู่สังคมภายนอก 

5.ขั้นวัยรุ่น (Genital Stage)  อยู่ในช่วงอายุ 13 – 18 ปี

 

เป็นขั้นที่เด็กแสดงความสนใจเพศตรงข้ามมากขึ้น  การเริ่มต้นที่แท้จริงของความรักระหว่างเพศจะเกิดขึ้นในขั้นนี้  ฟรอยด์ได้เน้นถึงความสำคัญของร่างกายว่ามีผลต่อพัฒนาการทางบุคลิกภาพและเชื่อว่าพัฒนาการจะเป็นไปตาม 5 ขั้นดังกล่าว  พัฒนาการทางเพศจะผ่านไปด้วยดีหากเด็กได้รับการ เลี้ยงดูจากพ่อแม่  โดยให้ได้รับการตอบสนองความต้องการอย่างเพียงพอทุกขั้น หากเด็กไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอในขั้นหนึ่งขั้นใด เด็กจะเกิดการชงัก (Fixation)

 

ทฤษฎีของอีริคสัน (Erikson’s theory)

 

อีริค อิริคสัน อธิบายถึงลักษณะพัฒนาการชีวิตมนุษย์ในทุกวัยได้รับอิทธิพลจากสังคมที่เด็กอาศัยอยู่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้คนที่ทำหน้าที่เป็นพ่อ เป็นแม่ ตลอดจนญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ทั้งที่ทำงานและที่ตนเองอาศัยอยู่ พัฒนาการชีวิตมนุษย์ตามแนวคิดนี้สามารถแสดงขั้นตอน ตั้งแต่เกิดจนตายดังนี้

 
ขั้นพัฒนาการชีวิตมนุษย์อธิบายโดยย่อดังนี้

ขั้นที่ 1 Trust Versus Mistrust วัยทารก 1 ปีแรกของชีวิต มีแม่เป็นสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ เด็กจะพัฒนาการความรู้สึกไว้ใจหรือไม่ไว้ใจก็ขึ้นอยู่ที่แม่หรือผู้ที่ทำหน้าที่เป็นแม่

 

ขั้นที่ 2 Autonomy Versus Shame and Doubt เด็กอายุ 2 ปี สังคมเพิ่มเป็นพ่อแม่ เด็กจะพัฒนาความรู้สึกอิสระหรือความสงสัย ไม่แน่ใจและความละอาย

 

ขั้นที่ 3 Initiative Versus Guilt เด็กอายุ 3 – 5 ปี มีสมาชิกในครอบครัวเป็นสังคมเพิ่มขึ้น เด็กจะพัฒนาความคิดค้นสิ่งใหม่ๆ แปลกๆ หรือความรู้สึกบาป

 

 

 

ขั้นที่ 4 Industry Versus Inferiority เด็กอายุ 6 – 12 ปี มีสังคมเพิ่มขึ้นคือ เพื่อนบ้าน เด็กจะพัฒนาความขยัน และความรู้สึกด้อย

 

ขั้นที่ 5 Identity Versus Role Confusion เด็กเข้าสู่วัยรุ่นคือ อายุระหว่าง 13 – 20 ปี จะมีสังคมเพิ่มขึ้น ได้แก่กลุ่มเพื่อน ผู้นำ และมีแม่แบบต่างๆมากขึ้น คนจะพัฒนาความรู้จักตนเองและความคิด    สับสนเกี่ยวกับตนเอง

 

ขั้นที่ 6 Intimacy Versus Isolation ผ่านจากวัยรุ่นเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ระหว่าง 20 – 40 ปี สังคมกับเพื่อนสนิทมีคู่รัก มีการแข่งขันและการร่วมมือเข้ามามีบทบาทสำคัญ คนวัยนี้จะพัฒนาความต้องการเป็นหลักฐานมั่นคงและความรู้สึกโดดเดี่ยว เดียวดาย

 

ขั้นที่ 7 Generatively Versus Self – Absorption วัยกลางคนอายุระหว่าง 40 – 60 ปี สิ่งที่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องของการแบ่งปันหน้าที่รับผิดชอบในครอบครัว มีความคิดหมกมุ่นอยู่กับตัวเองและต้องการมีบุตร

 

ขั้นที่ 8 Integrity Versus Despair เป็นช่วงชีวิตสุดท้าย อายุ 60 ปีขึ้นไป ถือเป็นวัยชรา  นอกจากความสัมพันธ์ระหว่างคนวัยเดียวกัน ก็มีสิ่งแวดล้อมกว้างไกลไปถึงมนุษย์ทั้งมวล ความรู้สึกว่า มั่นคงสมบูรณ์หรือหมดหวังในชีวิตมีขึ้นในวัยนี้อย่างมาก

 

ทฤษฎีของเพียเจท์ (Piaget’s Theory)

จีน เพียเจท์ (Jean Piaget)       เพียเจท์ได้ศึกษาและบันทึกพฤติกรรมอย่างละเอียด จนสามารถกำหนดเป็นบันทัดฐานแบบแผนพฤติกรรมของเด็กและได้เป็นแนวคิดทฤษฎีพัฒนาทางสติปัญญา ของชีวิตมนุษย์ที่รู้จักกันแพร่หลายในชื่อ “Cognitive Development Theory” เพียเจท์แบ่งขั้นตอนพัฒนาชีวิตเป็น 4 ขั้นต่อไปนี้

 

ขั้นที่ 1 Sensory – motor period ช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 2 ขวบโดยประมาณ  คำว่า Sensory หมายถึง การสัมผัสต่างๆ เช่น การเห็น การได้ยิน การรู้รส การรู้กลิ่น และการรู้สึกที่ผิวหนัง ส่วนคำว่า Motor เป็นกิริยาอาการเคลื่อนไหวต่างๆ เช่น การ

ลูบคลำ การคืบคลาน การเอื้อมหยิบฉวย ตลอดจนการเสาะแสวงหาทั้งหลาย รวมความว่าวัย Sensory – motor นี้เป็นระยะที่เด็กมีการซุกซนเคลื่อนไหวอยู่ไม่สุข ซึ่งเพียเจท์อธิบายว่าเป็นความพยายามเข้าใจสิ่งแวดล้อมของเด็ก โดยอาศัยประสาทสัมผัสและอวัยวะ  ทั้งนี้เป็นการเรียนรู้พื้นฐานในการสร้างสติปัญญาของเด็กและเป็นการเรียนรู้ความแตกต่างระหว่างตนเองกับสิ่งแวดล้อมด้วย

 

ขั้นที่ 2 Preoportional period อายุในช่วง 2 ถึง 7 ขวบ ซึ่งเป็นวัยที่เด็กเริ่มพัฒนาการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ในการทำความเข้าใจและแสดงออกกับสิ่งแวดล้อม มีการเรียกชื่อสิ่งของแม้ว่าบางครั้งเด็กจะสับสนเกี่ยวกับสิ่งของต่างๆ อยู่บ้าง แต่เด็กจะพยายามใช้ภาษาในการสื่อสาร เด็กในวัยนี้จะเริ่มใช้เหตุผลบางประการซึ่งแตกต่างจากผู้ใหญ่ เช่น เกี่ยวกับปริมาณของน้ำในภาชนะที่มีขนาดต่างกัน เด็กจะรับรู้ว่าปริมาณมากน้อยตามระดับน้ำที่มองเห็น โดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอื่นๆ     นอกจากนี้เด็กวัยนี้ยึดถือตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง (Ego centric Behavior) และไม่  รับรู้รับทราบความคิดผู้อื่น

 

ขั้นที่ 3 Period of Concrete Operations ช่วงอายุประมาณ 7 – 11 ขวบ การเรียนรู้     เกี่ยวกับเรื่องคิดคำนวณตัวเลขจะเริ่มด้วยการบวกลบจำนวนต่างๆ เด็กมีความคิดเข้าใจสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรมได้ โดยสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งหรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น ความเย็น – น้ำ – เปียก เป็นต้น

 

 

 

 

ขั้นที่ 4 Period of Formal Operations อายุ 11 – 15 ปี ซึ่งเป็นวัยที่เด็กใช้     เหตุผลเชิงตรรกะ และคิดทบทวนไปมาได้อย่างว่องไว เด็กจะมีความคิดสร้างสรรค์ โดยเริ่มตั้งแต่นำข้อมูลมาสร้างสมมติฐาน และสร้างข้อสรุปกฎเกณฑ์ต่างๆ จากการทดสอบข้อสันนิษฐานของตน กระบวนการคิดที่แตกฉาน และการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมที่เป็นนามธรรมจะปรากฎเด่นชัดขึ้น

 

ทฤษฎีของโคลเบิร์ก (Kohlberg’s Theory)

ลอเรนส์ โคลเบิร์ก (Lawrence Kohlberg) ผู้สนใจความประพฤติถูก ผิด  ดี  ชั่ว ของมนุษย์ ทฤษฎีของโคลเบิร์กได้ชื่อว่าทฤษฎีพัฒนาจริยธรรมของมนุษย์ (Moral Development Theory) โคลเบิร์กได้ศึกษาค้นคว้าค่านิยมความดีความชั่วของมนุษย์ โดยเสนอขั้นพัฒนาจริยธรรมของมนุษย์ดังนี้

ขั้น Pre moral อยู่ในช่วงวัยเด็กตอนต้นก่อนเข้าเรียน ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กมองโลกแบบชีวิตต้องสู้ในช่วงนี้ของวัยความถูกและผิด ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ปรากฎชัดเจนไม่เกี่ยวกับสาเหตุของการกระทำที่อาจจะมีแรงจูงใจอื่นๆ อยู่เบื้องหลังการกระทำนั้นๆ

ขั้น Conventional อยู่ในวัยเรียนจนถึงวัยรุ่น ช่วงนี้เด็กจะยึดถือกฎระเบียบต่างๆ ตามที่ได้รับการสั่งสอนอบรมมากกว่าที่จะคิดเองทำเอง

ขั้น Principled อยู่ในวัยผู้ใหญ่ ซึ่งสามารถที่จะสร้างคุณธรรมประจำตนเองได้อย่าง  กว้างขวางและยังเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ด้วย เช่น การสร้างวิธีต่อสู้แบบอหิงสาของ    มหาตมะคานธีในการบรรลุถึงคุณธรรมขั้นนี้

จะเห็นได้ว่าบุคคลิกภาพและการปรับตัวมีความสัมพันธ์กัน เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บุคคลมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

คำถามท้ายบท

1. บุคลิกภาพ มีผลต่อการปรับตัวของบุคคลอย่างไร จงอธิบาย

2.การเรียนรู้เรื่องบุคลิกภาพ ช่วยให้เราเข้าใจบุคคลได้ดีขึ้น ท่านเห็นด้วยหรือไม่ จงอธิบาย

 

 

 

 

 

 

 

-         ครูถามนักศึกษาถึงความหมายของบุคลิกภาพ

 

 

 

 

 

 

-          ครูถามนักศึกษาถึงความสำคัญของบุคลิกภาพที่มีผลต่อการปรับตัว

 

-         บรรยาย พร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-          บรรยาย พร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

        

             

 

 

 

 

 

 

- บรรยายพร้อมยกตัวอย่างประกอบ

 

 

 

 

-         แผ่นใสประกอบคำบรรยาย

 

 

 

 

 

 

-          แผ่นใสประกอบคำบรรยาย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

- แผ่นใสประกอบคำบรรยาย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Copyright © 2004 Psychology of adjustment. All Rights Reserved.